Posts Tagged ‘ภาษีเงินได้’

กลยุทธ์ 10 ประการในการวางแผนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

วันจันทร์, กุมภาพันธ์ 1st, 2010

ในหนังสือพ่อรวยสอนลูกมีตอนหนึ่งที่กล่าวว่า “คนรวยเสียภาษีน้อย คนจนเสียภาษีมาก” ผู้เขียนเห็นว่าเรื่องนี้มีมูลความจริงเพราะว่าผู้ที่รู้จักการวางแผนภาษีก็คือ คนที่มีเงิน จึงสามารถหาทางที่จะลดภาระภาษีของตนเองลงได้ ในการลดภาระภาษีของตนเองลงนั้น ผู้อ่านสามารถทำได้โดยการซื้อหนังสือมาศึกษาหรือเข้าฟังอบรมและนำมาวางแผนภาษี แต่ผู้เขียนเห็นว่าการจ้างผู้เชี่ยวชาญทางภาษีเพื่อช่วยในการวางแผนภาษีให้จะเกิดประโยชน์สูงสุด โดยเฉพาะผู้มีเงินได้เพียงพอที่จะนำมาจ้างที่ปรึกษา
การวางแผนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดานั้น ผู้วางแผนภาษีจะต้องเข้าใจเสียก่อนว่าตนจะได้รับเงินได้ประเภทใดจากที่ไหนและจากผู้ใด อีกทั้งต้องรู้ว่าเงินได้แต่ละประเภทนั้น สามารถจะหักค่าใช้จ่าย ค่าหักลดหย่อน ในอัตราเท่าใด และหากจะต้องมีการหักภาษี ณ ที่จ่าย จะต้องหักจากเงินได้ประเภทใดและอัตราเท่าใด บุคคลที่จะรู้จักการวางแผนภาษีอากรสำหรับภาษีเงินได้บุคคลธรรมดานั้น อาจกล่าวโดยสรุปง่าย ๆ ผู้มีเงินได้ต้องรู้ว่า (1) ตนเองมีรายได้เท่าใด (2) เป็นรายได้ที่ได้รับยกเว้นภาษีหรือไม่ เท่าใด และ(3) รายได้ใดที่ต้องเสียภาษี หักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนในอัตราอย่างไร
แม้ว่ากฎหมายจะแบ่งประเภทเงินได้เป็น 8 ประเภท แต่หากจะแบ่งเป็นประเภทเงินได้เสียใหม่ อาจแบ่งได้เป็น 3 ประเภทใหญ่ ๆ คือ (1) เงินได้จากการทำงาน (2) เงินได้จากการประกอบธุรกิจ และ(3) เงินได้จากการลงทุน ซึ่งจะเห็นได้ว่าเงินได้เหล่านั้น มีอัตราภาษีที่แตกต่างกัน ดังนั้น หากผู้อ่านจะใช้บทความนี้ในการศึกษาหรือเป็นข้อคิดเบื้องต้นในการวางแผนภาษีเงินได้ก็น่าจะไม่ผิดกติกาแต่อย่างใด
กลยุทธ์การวางแผนภาษี
ก่อนที่ผู้เขียนจะได้อธิบายถึงกลยุทธ์การวางแผนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเป็นการเฉพาะ ผู้เขียนคิดว่าผู้อ่านควรจะทราบถึงหลักทั่วไปของกลยุทธ์การวางแผนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่ผู้เขียนแบ่งได้เป็น10 กลยุทธ์ด้วยกัน ดังต่อไปนี้
1. การเลือกใช้เกณฑ์เงินสดและการเลื่อนเวลาการจ่ายเงิน
ภาระภาษีเงินได้ของบุคคลธรรมดานั้น กฎหมายกำหนดให้ใช้ “เกณฑ์เงินสด” ซึ่งต่างจากการเสียภาษีเงินได้ของบริษัทซึ่งใช้ “เกณฑ์สิทธิ” การใช้เกณฑ์เงินสดหมายความว่า ผู้เสียภาษียังไม่ต้องเสียภาษีหากยังไม่ได้รับเงินมาจริง ๆ ในบางกรณีบริษัทผู้จ่ายเงินสามารถนำเงินที่จะต้องจ่ายมาหักเป็นรายจ่ายได้เลยแม้จะยังไม่มีการจ่ายเงินจริงตามหลักเกณฑ์สิทธิ ยกตัวอย่างเช่น บริษัทจะต้องจ่ายเงินได้ ทำเป็นดอกเบี้ยเงินกู้ให้กับผู้ถือหุ้น บริษัทสามารถนำรายจ่ายดังกล่าวมาหักเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้เมื่อค่าใช้จ่ายนั้นเกิดขึ้นแล้วแม้จะยังไม่ได้มีการจ่ายจริง แต่ในขณะเดียวกันผู้ถือหุ้นก็ยังไม่ต้องเสียภาษีจนกว่าจะได้รับเงินนั้นมาจริง ๆ ตามหลักเกณฑ์เงินสด หรือกรณีมีที่ดินให้บริษัทเช่า (ซึ่งอาจเป็นบริษัทครอบครัว) บริษัทสามารถหักค่าใช้จ่ายค่าเช่าได้ แต่ผู้ให้เช่ายังไม่ต้องเสียภาษีเงินได้หากยังไม่ได้รับค่าเช่า
กรณีศึกษา:
- กรณีผู้รับเงินรู้ว่า ตนเองจะมีรายได้ในปีนี้เกิดขึ้นเท่าใด และคาดว่าจะมีรายได้ในปีหน้าเท่าใด การวางแผนภาษีโดยเกณฑ์เงินสดก็คือ การเลื่อนกำหนดเวลาการรับเงินออกไป ก็จะสามารถลดภาระภาษีได้ เช่น แทนที่จะได้รับเงินได้ในสิ้นปีนี้เนื่องจากมีเงินได้เป็นจำนวนมาก ก็เลื่อนไปรับเงินในต้นปีถัดไป ซึ่งจะทำให้ภาระภาษีลดน้อยลงหากในปีถัดไปคาดว่าจะมีเงินได้น้อยกว่าเดิม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเจ้าของธุรกิจครอบครัวสามารถที่จะควบคุมการรับจ่ายเงินของตนเองได้ สามารถใช้เกณฑ์เงินสดในการวางแผนภาษีหรือกำหนดภาระภาษีได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเป็นในรูปของดอกเบี้ย ค่าเช่า หรือค่าจ้าง
- การใช้เกณฑ์เงินสดในการยื่นภาษีหัก ณ ที่จ่าย เพราะระยะเวลาการนำส่งมีความแตกต่างกัน เช่น หากผู้จ่ายเงินมีการหักภาษี ณ ที่จ่าย เงินได้ตามมาตรา 40(1) และ 40(2) เช่น ค่าจ้างแล้ว นายจ้างผู้จ่ายเงินก็มีหน้าที่ต้องนำส่งในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป ในกรณีที่บริษัทนายจ้างต้องมีการจ่ายเงินค่าจ้างเป็นจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นเงินโบนัสแก่พนักงานที่มีจำนวนมากมายหลายร้อยคน การเลื่อนกำหนดการจ่ายเงินออกไปเพียง 1 วัน สามารถช่วยให้ภาระการนำส่งภาษีหัก ณ ที่จ่าย เลื่อนออกไปได้ เช่น บริษัทจ่ายเงินเดือนในวันที่ 31 มกราคม ภาระการนำส่งภาษี ณ ที่จ่าย คือ วันที่ 7 กุมภาพันธ์ หากบริษัทเลื่อนการจ่ายเงินเดือนไปในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ บริษัทจะสามารถเลื่อนภาระการนำส่งภาษีหัก ณ ที่จ่ายออกไปเป็นวันที่ 7 มีนาคม เท่ากับมีระยะเวลาที่ต่างกันเกือบ 40 วัน ถ้าหากเป็นเงินหักภาษี ณ ที่จ่ายในอัตรามาก บริษัทนายจ้างที่รู้หลักการวางแผนภาษี ก็สามารถนำเงินดังกล่าวไปหมุนเวียนใช้ในกิจการอย่างอื่นได้ก่อน ซึ่งหากเป็นช่วงที่ดอกเบี้ยเงินกู้อยู่ในอัตราสูง การรู้จักการบริหารการเงินย่อมจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง
2. กำหนดเงินได้ที่ได้รับเป็นเงินได้ที่ได้รับการยกเว้นตามกฎหมาย
การรู้ว่าเงินได้ประเภทใดได้รับยกเว้นไม่ต้องนำไปรวมเสียภาษีจะช่วยให้ผู้อ่านสามารถนำไปใช้ในการวางแผนภาษีของตนเองได้ แต่ผู้ที่มีเงินได้ควรต้องรู้ก่อนว่ามีความเป็นไปได้เพียงใดที่จะกำหนดเงินได้ของตนเอง ให้เป็นเงินได้ที่ได้รับยกเว้นภาษี
เงินได้ที่ได้รับการยกเว้นนั้น มีอยู่ด้วยกันหลายประเภทตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 42 ของประมวลรัษฎากร เงินได้ที่สำคัญที่กรรมการหรือเจ้าของกิจการหรือลูกจ้างจะสามารถประหยัด ไม่ต้องนำมารวมเพื่อเสียภาษี เช่น เงินได้ที่เป็นดอกเบี้ยในการลงทุนของดอกเบี้ยสลากออกสิน การฝากประจำประเภทออมทรัพย์หรือเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทรัพย์มรดก หรือการขาย สังหาริมทรัพย์ที่ได้มาโดยมิได้ได้มาโดยการมุ่งค้ากำไร หรือกำหนดเงินได้ให้เป็นการจัดอุปการะโดยหน้าที่ธรรมจรรยา เงินได้ที่ได้รับจากมรดกหรือการให้โดยเสน่หาตามโอกาสแห่งขนบธรรมเนียมและประเพณีซึ่งจะต้องกำหนดให้ถูกต้องและเหมาะสม เงินได้จากส่วนแบ่งกำไรของห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่ต้องเสียภาษีไปแล้ว
นอกจากนี้ ยังมีเงินได้ที่กำหนดให้ยกเว้นไว้ในกฎกระทรวงฉบับที่ 126 อีกกว่า 78 ประเภท เช่น เงินได้จากการขายกองทุนรวม เงินประโยชน์ที่ผู้ประกันตนได้จากการประกันสังคม เงินได้จากการขายหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์ฯ เงินได้จากธุรกิจการศึกษา เงินได้จากค่าสินไหมทดแทนจากการประกันภัย ซึ่งเงินได้เหล่านี้เป็นเงินได้ที่มีความสัมพันธ์อย่างยิ่งในการกำหนดและวางแผนเงินได้ที่ตนจะได้รับอยู่ในประเภทดังกล่าว นอกจากนี้ อาจจะมีการยกเว้นภาษีเงินได้ให้ตามกฎหมายอื่น ๆ ด้วย เช่น เงินได้ที่เป็นเงินปันผลจากบริษัทที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนตาม พรบ. ส่งเสริมการลงทุน พ.ศ. 2520 เป็นต้น
3. การเลือกใช้การหักค่าใช้จ่ายแบบหักเหมาตามประเภทเงินได้
ผู้มีเงินได้ต้องทราบว่าเงินได้ประเภทใด กฎหมายให้หักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาได้ในอัตราใดตามกฎหมาย เช่น เงินได้ที่ได้ตามมาตรา 40(8) ซึ่งเป็นเงินได้จากการประกอบธุรกิจ กฎหมายก็ให้หักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาได้ ซึ่งเป็นไปตามที่กำหนดไว้ในพระราชกฤษฎีกาฉบับที่ 11 นอกจากนี้ยังมีเงินได้ประเภทอื่น ๆ เช่น เงินได้ตามมาตรา 40 (5) (6) (7) ที่สามารถหักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาได้เช่นกัน การหักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมานี้มีข้อดีคือ ผู้เสียภาษีไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ว่ามีรายจ่ายจริงเท่ากับอัตราเหมาที่กำหนดตามกฎหมายหรือไม่ แต่กฎหมายก็ให้หักเหมาได้แม้จะมากกว่ารายจ่ายจริงก็ตาม วิธีการนี้ก็จะช่วยให้ผู้มีเงินได้และประกอบธุรกิจ ซึ่งมีปัญหาเรื่องการหักรายจ่ายเพราะคู่ค้าไม่มีเอกสารทางบัญชีมาหักเป็นรายได้จ่ายได้ตามกฎหมาย ก็อาจต้องพิจารณาเลือกองค์กรธุรกิจแบบบุคคลธรรมดาแทนที่จะเป็นรูปบริษัท อย่างไรก็ตาม กฎหมายก็ไม่ตัดสิทธิให้ผู้มีเงินได้ที่จะหักค่าใช้จ่ายตามความเป็นจริง หากสามารถแสดงหลักฐานทางบัญชีมาหักได้โดยความจริงแล้วอาจพิจารณาตั้งเป็นบริษัทก็จะดีกว่าเพราะอัตราภาษีเบื้องต้นอาจจะต่ำกว่า
4. การหักค่าลดหย่อนตามกฎหมาย
การหักค่าลดหย่อนตามกฎหมายนั้น เป็นสิ่งที่ผู้วางแผนภาษีอากรควรต้องใช้ประโยชน์ให้สูงสุดในแง่ของการหักออกจากเงินได้และผลตอบแทนที่ได้รับจากการลงทุนดังกล่าว ปัจจุบันผู้มีเงินได้สามารถหักค่าลดหย่อน เช่น
- ค่าซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพและกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพเพื่อการเกษียณอายุ (RMF) ซึ่งหักได้ไม่เกินร้อยละ 15 ของเงินได้พึงประเมิน แต่ไม่เกิน 500,000 บาท
- ค่าซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) หักได้ไม่เกินร้อยละ 15 ของเงินได้พึงประเมิน แต่ไม่เกิน 500,000 บาท
(แต่เฉพาะผู้มีเงินได้ในปี 2552 สามารถหักค่าซื้อ RMF และ LTF ได้ถึงกองทุนละ 700,000 บาท รวมสูงถึง 1,400,000 บาท เพราะเป็นเรื่องที่รัฐบาลมุ่งให้การส่งเสริมเฉพาะกิจ)
- ดอกเบี้ยกู้ยืมเพื่อซื้อบ้าน หักเงินได้ 100,000 บาท
- ค่าเบี้ยประกันชีวิตหักได้ 100,000 บาท
- การหักค่าลดหย่อนจากเงินบริจาคเพื่อกุศลสาธารณะ ซึ่งปัจจุบันมีมากกว่า 615 แห่ง ซึ่งหักได้ไม่เกิน 10% ของเงินได้หลังจากหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนแล้ว นอกจากจะได้ทำบุญช่วยเหลือสังคมแล้ว บางครั้งการบริจาคเงินดังกล่าวอาจมีของตอบแทนเป็นพระเครื่องหรือของสะสมบางอย่างหรือรูปภาษีที่อาจมีมูลค่าในอนาคตได้หรือสิทธิส่วนลดในการรักษาพยาบาลจากโรงพยาบาลชั้นดีของรัฐบาล การหักค่าลดหย่อนที่กล่าวมานั้น นอกจากผู้มีเงินได้จะประหยัดเงินภาษีในแต่ละปีภาษีแล้ว เมื่อได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนในอนาคต เงินได้ดังกล่าวก็จะได้รับและที่ได้รับยกเว้นภาษีจากเงินดังกล่าวอีกครั้งหนึ่งเช่นกัน เช่น เมื่อได้รับเงินประกันชีวิตคืนเมื่อครบอายุ เงินได้จากการขายหน่วยลงทุนในกองทุน RMF และ LTF เมื่อครบกำหนดเงื่อนไขตามกฎหมาย
กรณีศึกษา:
ขอให้ลองเปรียบเทียบระหว่างผู้ที่ใช้ประโยชน์ทางภาษีจากการหักค่าลดหย่อนประเภทต่าง ๆ กับผู้ที่มิได้ใช้ประโยชน์โดยคำนวณจากรายรับประเภทเงินเดือน ท่านจะเห็นความแตกต่างจากตารางด้านล่างนี้
ท่านจะเห็นว่า ใน 1 ปี ท่านสามารถประหยัดภาษีได้ถึง 276,000 บาท ท่านลองคิดดูว่าหากท่านสามารถประหยัดภาษีไปจนกระทั่งท่านเกษียณอายุ เช่น 20 ปี จะสามารถประหยัดภาษีได้ถึง 5,520,000 บาท ซึ่งมิใช่เงินจำนวนน้อยเลยทีเดียว ทั้งนี้ ยังไม่รวมผลตอบแทนจากมูลค่าการลงทุนอีกส่วนหนึ่ง อย่างไรก็ตาม ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงกับความเปลี่ยนแปลงของมูลค่ากองทุนได้ เพราะการลงทุนมีความเสี่ยง จึงอาจลงทุนเฉพาะตราสารหนี้ได้ ผู้สนใจควรปรึกษาที่ปรึกษาทางด้านการวางแผนการเงิน ซึ่งปัจจุบันได้มีสมาคมนักวางแผนทางการเงินได้จัดหลักสูตรอบรมนั้นแล้ว และมีธนาคารบางแห่งได้ให้บริการเช่นว่านี้

ใครมีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

วันจันทร์, กุมภาพันธ์ 1st, 2010

ผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ได้แก่ ผู้ที่มีเงินได้เกิดขึ้นระหว่างปีที่ผ่านมาโดยมีสถานะ อย่างหนึ่งอย่างใด ดังนี้
1) บุคคลธรรมดา
2) ห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล
3) ผู้ถึงแก่ความตายระหว่างปีภาษี
4) กองมรดกที่ยังไม่ได้แบ่ง

การยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ปี 2552

วันจันทร์, กุมภาพันธ์ 1st, 2010

ตามที่ได้มีพระราชกฤษฎีกา ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ ๔๘๐) พ.ศ. ๒๕๕๒ ยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา สำหรับภาษีที่ต้องเสียตามมาตรา ๔๘ (๒) แห่งประมวลรัษฎากร เฉพาะกรณีที่ผู้มีเงินได้มีภาษีที่ต้องเสียทั้งสิ้นจำนวนไม่เกิน ๕,๐๐๐ บาทในปีภาษีนั้น แต่ผู้มีเงินได้ยังคงมีหน้าที่ในการคำนวณและเสียภาษีสำหรับเงินได้พึงประเมินตามมาตรา ๔๘ (๑) แห่งประมวลรัษฎากร สำหรับเงินได้พึงประเมินที่ได้รับตั้งแต่วันที่ ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๒ เป็นต้นไป เพื่อให้การยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาครั้งนี้เป็นที่เข้าใจกันโดยทั่วไป กรมสรรพากรจึงขอชี้แจงในสาระสำคัญ ดังต่อไปนี้
ในการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา สำหรับผู้มีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา ๔๐ (๒) ถึง (๘) แห่งประมวลรัษฎากร ตั้งแต่ ๖๐,๐๐๐ บาทขึ้นไป นอกจากจะต้องคำนวณภาษีตามมาตรา ๔๘ (๑) แห่งประมวลรัษฎากรแล้ว (เงินได้สุทธิหลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนต่าง ๆ ตามที่กฎหมายกำหนดไว้ คูณด้วยอัตราภาษีตามบัญชีอัตราภาษีเงินได้) ผู้มีเงินได้จะต้องคำนวณภาษีตามมาตรา ๔๘ (๒) แห่งประมวลรัษฎากรด้วย โดยนำเงินได้พึงประเมินตามมาตรา ๔๐ (๒) ถึง (๘) แห่งประมวลรัษฎากรดังกล่าว คูณด้วยอัตราภาษีร้อยละ ๐.๕ หากมีจำนวนภาษีที่ต้องเสียมากกว่าจำนวนภาษีที่คำนวณได้ตามมาตรา ๔๘ (๑) แห่งประมวลรัษฎากร และมีจำนวนทั้งสิ้นไม่เกิน ๕,๐๐๐ บาท ผู้มีเงินได้ดังกล่าวได้รับยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับภาษีที่ต้องเสียตามมาตรา ๔๘ (๒) แห่งประมวลรัษฎากร แต่ยังคงมีหน้าที่ต้องเสียภาษีตามจำนวนที่คำนวณได้ตามมาตรา ๔๘ (๑) แห่งประมวลรัษฎากร
ตัวอย่าง
(๑) กรณีภาษีที่คำนวณได้ตามมาตรา ๔๘ (๒) แห่งประมวลรัษฎากร มีจำนวนทั้งสิ้นไม่เกิน ๕,๐๐๐ บาท และไม่มีภาษีที่คำนวณได้ตามมาตรา ๔๘ (๑) แห่งประมวลรัษฎากร
ในปีภาษี ๒๕๕๒ นาย ก. เป็นผู้มีเงินได้จากการขายของ ซึ่งเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา ๔๐ (๘) แห่งประมวลรัษฎากร จำนวนทั้งสิ้น ๘๐๐,๐๐๐ บาท
การคำนวณตามมาตรา ๔๘ (๑) แห่งประมวลรัษฎากร
เงินได้พึงประเมิน ๘๐๐,๐๐๐ บาท
หัก ค่าใช้จ่ายเหมาในอัตราร้อยละ ๘๐ ๖๔๐,๐๐๐ บาท
หัก ลดหย่อนสำหรับผู้มีเงินได้ ๓๐,๐๐๐ บาท
คงเหลือเงินได้สุทธิ ๑๓๐,๐๐๐ บาท
หัก เงินได้สุทธิ ๑๕๐,๐๐๐ บาทแรก (ได้รับยกเว้นภาษี) ๑๕๐,๐๐๐ บาท
คงเหลือเงินได้สุทธิที่ต้องคำนวณภาษี – บาท
มีภาษีต้องเสียจำนวน (ในอัตราร้อยละ ๑๐) – บาท
การคำนวณตามมาตรา ๔๘ (๒) แห่งประมวลรัษฎากร
เงินได้พึงประเมิน ๘๐๐,๐๐๐ บาท
คูณอัตราภาษีร้อยละ ๐.๕ คิดเป็นภาษีที่ต้องเสียจำนวน ๔,๐๐๐ บาท
ดังนั้น ในปีภาษี ๒๕๕๒ นาย ก. ได้รับยกเว้นภาษีที่คำนวณได้ตามมาตรา ๔๘ (๒) แห่งประมวลรัษฎากร และไม่มีภาษีที่คำนวณได้ตามมาตรา ๔๘ (๑) แห่งประมวลรัษฎากร จึงไม่ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาแต่อย่างใด
(๒) กรณีภาษีที่คำนวณได้ตามมาตรา ๔๘ (๒) แห่งประมวลรัษฎากร มีจำนวนทั้งสิ้นไม่เกิน ๕,๐๐๐ บาท และมากกว่าภาษีที่คำนวณได้ตามมาตรา ๔๘ (๑) แห่งประมวลรัษฎากร
ในปีภาษี ๒๕๕๒ นาย ข. เป็นผู้มีเงินได้จากการขายของ ซึ่งเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา ๔๐ (๘) แห่งประมวลรัษฎากร จำนวนทั้งสิ้น ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท
การคำนวณตามมาตรา ๔๘ (๑) แห่งประมวลรัษฎากร
เงินได้พึงประเมิน ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท
หัก ค่าใช้จ่ายเหมาในอัตราร้อยละ ๘๐ ๘๐๐,๐๐๐ บาท
หัก ลดหย่อนสำหรับผู้มีเงินได้ ๓๐,๐๐๐ บาท
คงเหลือเงินได้สุทธิ ๑๗๐,๐๐๐ บาท
หัก เงินได้สุทธิ ๑๕๐,๐๐๐ บาทแรก (ได้รับยกเว้นภาษี) ๑๕๐,๐๐๐ บาท
คงเหลือเงินได้สุทธิที่ต้องคำนวณภาษี ๒๐,๐๐๐ บาท
มีภาษีต้องเสียจำนวน (ในอัตราร้อยละ ๑๐) ๒,๐๐๐ บาท
การคำนวณตามมาตรา ๔๘ (๒) แห่งประมวลรัษฎากร
เงินได้พึงประเมิน ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท
คูณอัตราภาษีร้อยละ ๐.๕ คิดเป็นภาษีที่ต้องเสียจำนวน ๕,๐๐๐ บาท
ดังนั้น ในปีภาษี ๒๕๕๒ นาย ข. ต้องเสียภาษีที่คำนวณได้ตามมาตรา ๔๘ (๑) แห่งประมวลรัษฎากร จำนวน ๒,๐๐๐ บาท
(๓) กรณีภาษีที่คำนวณได้ตามมาตรา ๔๘ (๒) แห่งประมวลรัษฎากร มีจำนวนทั้งสิ้นเกิน ๕,๐๐๐ บาท และมากกว่าภาษีที่คำนวณได้ตามมาตรา ๔๘ (๑) แห่งประมวลรัษฎากร
ในปีภาษี ๒๕๕๒ นาย ค. เป็นผู้มีเงินได้จากการขายของ ซึ่งเป็นเงินได้พึงประเมิน ตามมาตรา ๔๐ (๘) แห่งประมวลรัษฎากร ในปีภาษี ๒๕๕๒ จำนวนทั้งสิ้น ๑,๑๐๐,๐๐๐ บาท
การคำนวณตามมาตรา ๔๘ (๑) แห่งประมวลรัษฎากร
เงินได้พึงประเมิน ๑,๑๐๐,๐๐๐ บาท
หัก ค่าใช้จ่ายเหมาในอัตราร้อยละ ๘๐ ๘๘๐,๐๐๐ บาท
หัก ลดหย่อนสำหรับผู้มีเงินได้ ๓๐,๐๐๐ บาท
คงเหลือเงินได้สุทธิ ๑๙๐,๐๐๐ บาท
หัก เงินได้สุทธิ ๑๕๐,๐๐๐ บาทแรก (ได้รับยกเว้นภาษี) ๑๕๐,๐๐๐ บาท
คงเหลือเงินได้สุทธิที่ต้องคำนวณภาษี ๔๐,๐๐๐ บาท
มีภาษีต้องเสียจำนวน (ในอัตราร้อยละ ๑๐) ๔,๐๐๐ บาท
การคำนวณตามมาตรา ๔๘ (๒) แห่งประมวลรัษฎากร
เงินได้พึงประเมิน ๑,๑๐๐,๐๐๐ บาท
คูณอัตราภาษีร้อยละ ๐.๕ คิดเป็นภาษีที่ต้องเสียจำนวน ๕,๕๐๐ บาท
ดังนั้น ในปีภาษี ๒๕๕๒ นาย ค. ต้องเสียภาษีที่คำนวณได้ตามมาตรา ๔๘ (๒) แห่งประมวลรัษฎากร จำนวน ๕,๕
จึงขอชี้แจงมาเพื่อทราบโดยทั่วกัน